1. การออกเสียงภาษาอังกฤษ
การออกเสียงภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใช้ภาษาไทย
บทความ การออกเสียงภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใช้ภาษาไทย เป็นบทความที่กล่าวถึง การออกเสียงตามหลักโดยอ้างอิงตามเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) เป็นส่วนใหญ่ บทความนี้ไม่ได้ใช้หลักการเขียนอ้างอิงตาม ราชบัณฑิตยสถาน เนื่องจากต้องการเน้นถึงการออกเสียงมากกว่า การเขียนคำทับศัพท์ สำหรับการออกเสียงอย่างละเอียด และสมบูรณ์ให้ดูที่ สัทอักษรสากล (IPA)
บทความนี้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ช่วยแนะนำสำหรับการเริ่มต้นการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างง่าย เสียงคำศัพท์ต่างๆ สามารถฟังได้ที่เว็บไซต์พจนานุกรมทั่วไป เช่น พจนานุกรมภาษาอังกฤษของ ไมโครซอฟท์ หรือ พจนานุกรมภาษาอังกฤษของ Webster
เสียงแทรก Y (invisible Y)
เสียงแทรก Y เป็นเสียงหลักที่ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันแตกต่างกับภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ สำหรับตัวอักษร D, N, S, T, X
คำที่ออกเสียง อู หลายคำจะมีเสียง Y แทรกในขณะที่ออกเสียง เช่น
university -- อ่านว่า /ยูนิเวอร์ซิตี้/ ไม่อ่านว่า อูนิเวอร์ซิตี้
value -- valyue อ่านว่า /แวล ยู/ หรือควบเป็น /แวลิว/ ฟัง เสียงคำว่า Value
vacuum -- vacyuum /แวค คยูม/
hue -- hyue /ฮิว/
cute -- cyute /คิวท์/
แต่จะมีตัวยกเว้น ตัว J
jewelry -- จูว์ล์รี่
jew -- (คนชาวยิว) อ่านว่า ยู /joo/ ไม่ใช่ /jyoo/ ยิว
แล้วตัวยกเว้นอีก คือ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษแบบอังกฤษหรือแบบบริเตน (Br: British English) จะมีเสียงแทรก Y แต่ถ้าอังกฤษอเมริกัน (Am) จะไม่มีเสียงแทรก Y ในคำที่ขึ้นต้นด้วย D, N, S, T, X
Mountain Due -- ... ดู /doo/ [Am] ดิว /dyue/ [Br]
news -- นูส์ /nooz/ [Am] /nyews/ [Br] เสียงคำว่า News อ่านแบบอเมริกัน
tube -- ทูบ [Am] ทิวบ์ [Br]
institute -- อินสติตูท [Am] Instityute อินสติติวท์ [Br] หรืออินสติชูท [Br]
student -- สตูเดนท์ [Am]สติวเดนท์ [Br] เสียงคำว่า Student อ่านแบบอเมริกัน
เสียงแทรก E (hidden E)
ในภาษาอังกฤษ คำที่ประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัว ซึ่งตัวที่สองเป็นตัวอักษร E จะอ่านออกเสียงเหมือนมีการแทรกตัวอักษร E เข้าไปข้างหลังอีก 1 ตัว เช่น
be - อ่านว่า บี เหมือน /bee/
me - อ่านว่า มี เหมือน /mee/
คำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ที่ออกเสียง เอะ ในอเมริกาจะอ่านออกเสียง อี ซึ่งอ่านไม่ถูกต้อง เช่น
karaoke - คนอเมริกันจะอ่านเป็น คาราโอคี เหมือน karaokee ซึ่งต้องอ่านเป็น คาราโอเกะ
sake - คนอเมริกันจะอ่านเป็น ซาคี เหมือน sakee ซึ่งต้องอ่านเป็น สาเก
pokemon - คนอเมริกันจะอ่านเป็น โปกีมอน เหมือน pokeemon ซึ่งต้องอ่านเป็น โปเกมอน
เสียงพยัญชนะในภาษาอังกฤษ
เสียงพยัญชนะที่คนไทยออกเสียงได้ยาก คือ CH, G, L, R, S, SH, TH, V, W, X, และ Z
เสียงพยัญชนะส่วนใหญ่จะเป็นไปตามที่มีการเรียนการสอน โดยเสียงบางคำจะมีการดัดแปลงให้ง่ายต่อการออกเสียง หรืออาจจะมีการอ่านตามภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ เสียงพยัญชนะทั้งหมดเรียงตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษดังนี้
B -- บ ใบไม้ เช่น boy บอย
C -- เป็นได้ทั้ง ซ โซ่ ค ควาย และ ก ไก่ โดยส่วนมากจะออกเสียงดังนี้
--CA, CO, CU -- ค ควาย เช่น car คาร์, come คัม, cute คิ้วท์
--CE, CI, CY -- ซ โซ่ เช่น cell เซลล์, city ซิตี้, cylinder ไซลินเดอร์
--SC -- ก ไก่ เช่น scar สการ์, screen สกรีน, scuba สกูบา
อย่างไรก็ตาม มีหลายคำที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อกำหนด
D -- ด เด็ก เช่น dog ด็อก
F -- ฟ ฟัน เช่น fun ฟัน
G -- ไม่มีเสียงในภาษาไทย เป็นเสียงควบของ ก ไก่ กับ ง งู หรือเสียงควบของ จ จาน กับ ย ยักษ์
-- GA, GE, GO, GU - ออกเสียง ก-ง เช่น gas แก๊ส, get เก็ท, golf กอล์ฟ, gun กัน
-- GI - ออกเสียง จ-ย เช่น gigantic ไจแกนติค ยกเว้น gigabyte กิกะไบต์
H -- อ่านว่า เอช (ในอังกฤษอเมริกัน) ออกเสียงเหมือน ห หีบ และ ฮ นกฮูก เช่น hello เฮลโล
J -- จ จาน เช่น jet เจ็ท
K -- ออกเสียงได้ทั้งแบบ ค ควาย ก ไก่ และเสียงเงียบ
เสียงต้น -- ค ควาย เช่น kilogram คิโลแกรม
SK -- ก ไก่ เช่น sky สกาย, ski สกี
KN -- เสียงเงียบ (ไม่ออกเสียง) เช่น knee นี, knock น็อค, know โนว์
L -- คล้ายกับ ล ลิง สำหรับเสียงต้น และคล้ายกับเสียง น หนู-ว แหวน สำหรับเสียงสะกด (เขียนแทนด้วยตัว ล ลิง)
เสียงต้น เช่น lance แลนซ์, look ลุก
เสียงสะกด เช่น mill มิลล์ (เรียกว่า dark L), oil โออิล
โดยเสียงของตัวอักษร L (เช่น oil, nil) ออกเสียงโดยการลากปลายลิ้นไปแตะที่ปลายฟันเหมือนออกเสียง th
การออกเสียงของ LL (เช่น will, full) ออกเสียงโดยการลากปลายลิ้นไปแตะที่ปลายฟันเหมือนออกเสียง th และลากโคนลิ้นไปแตะเพดานอ่อนพร้อมๆ กัน (เสียงจะคล้ายๆ ง-ว)
M -- ม ม้า เช่น money มั้นนี่
N -- น หนู เช่น no โน
P -- พ พาน หรือ ป ปลา
เสียงต้น -- พ พาน เช่น pest เพสท์, Peter อังกฤษ พีเทอ อเมริกัน พีเทอร์
SP -- ป ปลา เช่น span สแปน, spark อังกฤษ สปาค อเมริกัน สปาร์ค, sport อังกฤษ สปอต อเมริกัน สปอร์ต
Q -- ค ควาย หรือ ก ไก่
QU -- ค ควาย ควบ ว แหวน เช่น queen ควีน
SQU -- ก ไก่ ควบ ว แหวน เช่น squid สกวิด, square อังกฤษ สแกว อเมริกัน สแกวร์
R -- คล้ายกับ ร เรือ สำหรับเสียงต้น และคล้ายเสียง เออร์ สำหรับเสียงท้าย
เสียงต้น เช่น row โรว์
เสียงกลางประโยค เช่น born อังกฤษ บอน อเมริกัน บอร์น
เสียงท้าย เช่น fire อังกฤษ ไฟเออ อเมริกัน ไฟเออร์ เสียง R
เสียงของตัวอักษร R ออกเสียงโดยการลากลิ้นไปแตะที่เพดานปากด้านบนส่วนหลัง เหมือนคำว่า fire อ่านว่า ไฟ แล้วลากลิ้นไปแตะที่เพดานปาก เสียง เออร์ จะออกมาคล้ายกับเสียง ไฟเออร์
S -- เสียงต้น ออกเสียง ส เสือ ถ้าเป็นเสียงลงท้ายออกเหมือนเสียง ซือ ให้เสียงเหมือนลมผ่านช่องกระจก โดยพูดให้เพียงแค่ลมออกจากปาก และลำคอไม่สั่น (เป็นเสียงแบบ voiceless)
เสียงต้น S -- sock ซ้อกค์
เสียงท้าย S -- case เคส
T -- ท ทหาร หรือ ต เต่า
เสียงต้น -- ท ทหาร เช่น tank แทงก์
ST -- ต เต่า เช่น street สตรีท, star อังกฤษ สตา อเมริกัน สตาร์
V -- เสียงเหมือน ฝ ฝา-ว แหวน โดยเป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับ V F และ B พูดโดยการกัดริมฝีปากก่อนออกเสียง ว แหวน เช่น van แฝวน
W (ดับเบิ้ล ยู แต่พูดเร็วเร็ว ก็กลายเป็น ดับ-บ-ลิว) -- เสียงเหมือน ว แหวน แต่มีเสียงก้องในปาก พูดโดยการทำปากจู๋ก่อนแล้วตามด้วยออกเสียง ว แหวน เช่น wow วาว
X -- เสียงต้นเป็นเสียง ส เสือ และ ซ โซ่ เสียงท้ายเหมือน ค ควาย รวมกับเสียง เอส
เสียงต้น -- xylem ไซเล็ม
เสียงท้าย -- box บ็อกซือ
Y -- ย ยักษ์ เช่น young ยัง, you ยู
Z -- (อ่านว่า ซี ในอังกฤษอเมริกัน หรือที่อ่านกันว่า เซท ในอังกฤษสำเนียงอื่น - แต่คนไทยออกเสียงว่า แซด) เสียงเหมือน ส เสือ และ ซ โซ่ เช่น zebra ซี-บร่า
เสียงอักษร Z ต่างกับตัวอักษร C ตรงที่เวลาพูดจะมีการสั่นของเสียง (voice sound) โดยเมื่อเอามือจับที่ใต้ฟันล่าง แล้วออกเสียงจะมีการสั่นของลำคอ เหมือนกับการออกเสียง บ ใบไม้ กับ พ พาน หรือเสียง ด เด็ก กับ ท ทหาร (z, บ ใบไม้, พ พาน เป็นเสียงสั่น)
CH -- ออกเสียงได้ 3 แบบ ได้แก่ /CH/, /SH/ สำหรับคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส เช่น champagne, Chicago และเสียง /K/ สำหรับคำที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การศึกษา ดนตรี ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษากรีก เช่น chaos, stomach, architecture
/CH/ -- เสียง ช ช้าง เหมือนเสียง ท ทหาร ตามด้วยเสียง ช ช้าง พูดโดยการเอาลิ้นแตะโคนฟัน แล้วออกเสียง เฉอะ
/SH/ -- เสียง ช ช้างปกติ
คำที่เสียงแตกต่างกัน ในขณะที่เสียงไทยใกล้เคียงกัน เช่น ship chip, sheep cheap, shop chop ทดสอบที่โปรแกรมทดสอบแม่แบบ:Fn
/K/ -- เสียง ค ควาย ก็ได้ ถ้ามาจากภาษากรีก เป็นความหมายทางประวัติศาสตร์ ดนตรี การแพทย์ การศึกษา ฯลฯ เช่น
chaos เคออส, stomachache สโตมัคเอค, chorus คอรัส
TH -- เสียงนี้ ไม่มีในภาษาไทย แต่ใกล้เคียงกับ /ด/ /ต/ /ส/ (เชื่อมั้ยละว่ามันใกล้กับ ส) เวลาออกเสียงเริ่มแรกกัดลิ้นเบาเบา แล้วพูด เช่น * THAT หรือว่า BATH พูดแล้วตอนจบกัดลิ้น THANK YOU กัดลิ้นแล้วพูดดู ไม่ใช่ แต้งกิ้ว แต่มันจะเป็นเสียง ผสม /ต//ซ/
เสียงสระในภาษาอังกฤษ
สระในภาษาอังกฤษประกอบด้วยตัวอักษร A E I O U แต่ในการใช้สระจะมีการใช้ผสมกันดังต่อไปนี้
ee -- เสียงอี เช่น feed ฟีด
i -- เสียงอิ เช่น fin ฟิน
i -- เสียงไอ เช่น bi ไบ (ถ้าไม่มีตัวอะไรต่อท้าย ส่วนมากจะเป็นไอ) แต่บางทีก็ไม่ใช่
a_e -- เสียง เอ เช่น fade เฟด
e -- เสียง เอะ เช่น fed เฟ็ด
a -- เสียง a จะเป็นเสียงกึ่งระหว่าง แอะ กับ อะ เช่น fad วิธีออกเสียงให้อ้าปากกว้างสุด แล้วออกเสียงเป็นเสียงระหว่างเสียง แฟด กับ ฟัด
u -- เสียง เออะ เช่น cup เคอะ-พ
o -- คล้ายเสียง เอาะ แต่อ้าปากกว้าง cop คอพ
oo -- เสียง อู เช่น boot บูท
ull -- เสียงที่อยู่ระหว่างสระ อุ กับสระ อู เช่น bull บูลล์
o_e -- เสียง โอ เช่น bone โบน
i_e -- เสียง ไอ เช่น fine ไฟน์
oi -- เสียง ออย เช่น coin คอยน์
ou -- เสียง อาว เช่น round ราวนด์
นอกจากนี้ สระที่อ่านออกเสียงแปลกไปจากสระทั่วไปเนื่องจากมาจากภาษาอังกฤษเดิมหรือภาษาอื่น เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ เช่น
come -- อ่านเหมือน cum คัม เป็นภาษาอังกฤษเดิม ที่มาจากคำว่า cume
dove -- อ่านว่า ดัฟ มาจาก duv สำหรับคำที่เป็นอดีตของ dive (dove) อ่านว่า โดฟ
entrée -- อ่านว่า อองเทร หรือ ออนเทร อาหารมื้อหลัก มาจากภาษาฝรั่งเศส
hors d'oeuvre -- อ่านว่า ออร์เดิร์ฟ
คำที่มาจากภาษาอื่น ในปัจจุบันคนอเมริกันทั่วไปยังมีการใช้ผิดกันเกิดขึ้น
อักษรเงียบ (silent letters)
คำในภาษาอังกฤษมากกว่า 60% มีตัวอักษรที่ไม่ออกเสียง หรือ อักษรเงียบ (อังกฤษ: Silent Letters) ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของตัวอักษรในคำต่างๆ ที่ไม่ต้องออกเสียง
A
ea- เช่น treadle (เทร็ดเดิล) bread (เบร็ด) thread (เธร็ด)
คำที่ลงท้ายด้วย -cally ทั้งหลาย (ซึ่ง al จะไม่ออกเสียง) เช่น technically (เทค-นิค-ลี) logically (ลอ-จิค-ลี) politically (โพ-ลิ-ติค-ลี)
B
-mb เช่น lamb (แลม) bomb/bomber (บอม/บอมเมอร์) comb (คม) numb (นัม) thumb (ธัม) tomb (ทูม) plumb/plumber พลัม/พลัมเมอร์
-bt เช่น debt (เด็ท) doubt (เดาท์) subtle (ซัทเทิล)
C
sc- เช่น scissors (อังกฤษ ซิสเซอส์ อเมริกัน ซิสเซอร์ส) science (ไซแอนซ์) scent (เซนท์) muscle (มัสเซิล)
คำอื่นๆ เช่น acquit (อะควิท) acquire (อังกฤษ อะไควเออะ อเมริกัน อะไควร์) czar (อังกฤษ ซา อเมริกัน ซาร์) yacht (ย็อท/ย้าท) victual (วิทัล) indict/indictable (อินไดท์/อินไดเทเบิล) Tucson (ทูซอน) Connecticut (คอนเนทิคัท)
D
-dg- เช่น edge (เอ็จ) bridge (บริจ) ledge (เล็จ)
-nd- เช่น handkerchief (อังกฤษ แฮงเคอชิฟ อเมริกัน แฮงเคอร์ชิฟ) handsome (แฮนซัม) landscape (แลนสเกป) sandwich (แซนวิช) Windsor (อังกฤษ วินเซอ อเมริกัน วินเซอร์) รวมทั้ง grand (แกรน) ต่างๆ ที่เป็นปู่ย่าตายาย เช่น grandma/grandmother grandpa/grandfather grandson/granddaughter และ Wednesday (เวนสเดย์ ตัว e ก็เงียบด้วย)
E
ส่วนใหญ่ที่อยู่ท้ายตัวสะกดจะไม่ออกเสียง เช่น fame (เฟม) serve (อังกฤษ เซิฟ อเมริกัน เซิร์ฟ) rite (ไรท์) more (อังกฤษ มอ อเมริกัน มอร์) clue (คลู) vogue (โว้ก) corpse (อังกฤษ คอพส์ อเมริกัน คอรพส์)
คำกริยาหลายๆ คำที่ลงท้ายด้วย -en พอเติม -ing หรือ -er ตัว e (และตัว n) ก็จะไม่ออกเสียง เช่น fastening/fastener (ฟาสนิง/อังกฤษ ฟาสเนอ อเมริกัน ฟาสเนอร์) whitening/whitener (ไวท์นิง/อังกฤษ ไวท์เนอ อเมริกัน ไวท์เนอร์) softening/softener (ซอฟนิง/อังกฤษ ซอฟเนอ อเมริกัน ซอฟเนอร์)
F -- halfpenny (เฮพนี)
G
-gn เช่น align (อะไลน์) design (ดีไซน์) gnash (แนช) reign (เรน) champagne (แชมเพน) resign (รีไซน์ แต่ออกเสียงตัว g ใน resignation เรสิกเนชัน)
-gh (ซึ่งจะไม่ออกเสียงทั้ง g และ h) เช่น light (ไลท์) high (ไฮ) eight (เอท) straight (สเตรท)
คำอื่นๆ เช่น diaphragm (ไดอะแฟรม)
H
wh- เช่น what (ว็อท) where (อังกฤษ แว อเมริกัน แวร์) when (เว็น) whisper (อังกฤษ วิสเพอ อเมริกัน วิสเพอร์) whistle (วิสเซิล)
xh- เช่น exhaust (เอ็กซอสต์) exhibition (เอ็กซิบิชัน) exhibit (เอ็กซิบิท)
h นำหน้าสระ honor/honour (อังกฤษ ออเนอ อเมริกัน ออเนอร์) honest (ออเนสต์) hour (อังกฤษ อาวเวอะ อเมริกัน อาวเวอร์) heir (อังกฤษ แอ อเมริกัน เอร์)
คำอื่นๆ เช่น ghost (โกสต์) khaki (กากี) rhyme (ไรม์) school (สกูล) Thames (เทมส์) Pooh (พู)
I -- business (บิสเนส)
J -- ไม่มี
K -- kn- เช่น knee (นี) know (โนว์) knight (ไนท์) knowledge (นอเล็จ)
L
-al- เช่น talk (ทอค) walk (วอค) chalk (ชอค) calf (คาฟ) half (ฮาฟ) psalm (ซาม) calm (คาม) salmon (แซมอน) almond (อามอนด์ หรืออัลมอนด์)
-ol- เช่น folk (โฟค) yolk (โยค)
could/should/would (คู้ด/ชู้ด/วู้ด)
M -- mnemonic (นีโมนิค) grammar (อังกฤษ แกรมา อเมริกัน แกรมาร์ ออกเสียงตัว m แค่ตัวเดียว)
N
-mn เช่น autumn (ออทัม) condemn (คอนเด็ม) damn (แดม) hymn (ฮิม) column (คอลัม แต่ออกเสียงตัว n ใน columnist คอลัมนิสต์)
คำอื่นๆ เช่น monsieur (อังกฤษ เมอซเยอะ อเมริกัน เมอซเยอะร์)
O -- leopard (อังกฤษ เล็พเพิด อเมริกัน เล็พเพิร์ด) jeopardy (อังกฤษ เจ็พเพอดี อเมริกัน เจ็พเพอร์ดี)
P
pn- เช่น pneumatic (นิวแมติก) pneumonia (นิวมอเนีย)
ps- เช่น psychology (ไซโคโลจี) pseudo (ซูโด) psalm (ซาม) corps (เอกพจน์อังกฤษอ่าน โค อเมริกันอ่าน โคร์ พหูพจน์อังกฤษอ่าน โคส อเมริกันอ่าน โคร์ส)
pt- เช่น ptomaine (โทเมน) Ptolemy (โทเลมี) receipt (รีซีท)
pb- เช่น cupboard (อังกฤษ คับบอด อเมริกัน คับบอร์ด) clapboard (อังกฤษ คลับบอด อเมริกัน คลับบอร์ด) Campbell (แคมเบล)
คำอื่นๆ เช่น coup (คู) raspberry (ราสเบอรี)
Q -- ไม่มี
R
diarrhea (ไดอะเรีย ออกเสียง r ตัวเดียว)
ใน British English ตัว r ที่อยู่หน้าพยัญชนะหรือสระตัวอื่น จะเป็นอักษรเงียบ เช่น card (ค้าด) corps (โค) fork (ฟ้อค) grammar (แกรมา) แต่ใน American English จะออกเสียง คาร์ด โคร์ (เอกพจน์) ฟอร์ค แกรมาร์
S
-sl เช่น isle (ไอล์) island (ไอแลนด์) aisle (ไอล์ เหมือน isle เลย a ตัวแรกก็เงียบด้วย)
คำอื่นๆ เช่น Illinois (เอ็ลลินอย) bourgeois (อังกฤษ เบอจัว อเมริกัน เบอร์จัว) viscount (ไวเคานท์) fracas (เฟรคา แต่คำนี้อเมริกันออกเสียงตัว s ด้วย จะออกเป็น เฟรคัส) debris (เดบรี) apropos (อัพโพรโพ)
T
st- เช่น listen (ลิสซึน) fasten (ฟาสเซน) castle (คาสเซิล) rustle (รัสเซิล) asthma (แอสมา) Christmas (คริสมาส) tsunami (ซูนามิ)
-et เช่น ballet (บัลเล) buffet (บัฟเฟหรือบุฟเฟ) gourmet (อังกฤษ กัวเม อเมริกัน กัวร์เม)
ft- เช่น soften (ซ็อฟเฟน) often (อ็อฟเฟน แต่คำนี้ออกเสียงตัว t ด้วยก็ได้ อ็อฟเทน)
rapport (รัพพอร์)
U -- u ที่นำหน้าสระ ไม่ออกเสียง เช่น guard (อังกฤษ กาด อเมริกัน การ์ด) guess (เกส) build (บิลท์) guide (ไกด์) four (อังกฤษ ฟอ อเมริกัน ฟอร์ เหมือน for) tongue (ทังก์) colleague (คอลลีก) cheque (เช็ค)
V -- ไม่มี
W
wr- เช่น write (ไรท์) wrong (รอง) wrist (ริสต์)
sw- เช่น sword (อังกฤษ ซอด อเมริกัน ซอร์ด) answer (อังกฤษ อานเซอ อเมริกัน อานเซอร์)
wh- เช่น whore (อังกฤษ ฮอ อเมริกัน ฮอร์) whole (โฮล) who (ฮู)
rw- เช่น Norwich (นอริช) Warwick (วอริค)
คำอื่นๆ เช่น two (ทู) Greenwich (กรีนนิช)
X -- faux pas (โฟ พา) Sioux (ซู)
Y -- say (เซ) mayor (อังกฤษ แม อเมริกัน เมร์)
Z -- rendezvous (รอนเดวู) laissez-faire (อังกฤษ เลเซแฟ อเมริกัน เลเซแฟร์) chez (เชย์)
การเน้นเสียง (stressing)
การเน้นเสียงในภาษาอังกฤษทำได้โดยการทำให้เสียงดังขึ้น หรือทำให้เสียงสูงขึ้น
การเน้นเสียงของคำ
คำศัพท์แต่ละคำจะมีการเน้นเสียงในแต่ละที่ ขึ้นอยู่กับคำ สามารถตรวจสอบได้โดยการเปิดพจนานุกรม เช่น
(ตัวใหญ่ คือ เสียงที่เน้น)
Option --/OP-tion/ เสียงเหมือน อ้อป-ชัน
canal -- /ca-NAL/ เสียงเหมือน คะ-แนล (ลากเสียง แนล)
deposit -- /de-PO-sit/ เสียงเหมือน ดิ-พ้อ-สิท
spaghetti --/spa-GHET-ti/ สเปอะ-เก๊ต-ทิ อันนี้แปลกหน่อย เน้นตัวที่สาม
การเน้นเสียงในประโยค
ในประโยคจะมีการเน้นเสียงหลายจุด ยกเว้นคำที่เป็น pronoun และ preposition และคำท้ายสุดของประโยคจะมีการเน้นเสียงหนักสุด ที่เรียกว่า เสียงเน้นหลัก (Primary Stress) เช่น
If you don't want to add a poll to your topic.
อ่านเป็น If you don't want to add a poll to your topic.
I don't think that control is in OPEC's hands.
อ่านเป็น I don't think that control is in OPEC's hands.
เสียงเชื่อม (linking)
เสียงเชื่อมเป็นเสียงต่อเนื่องระหว่างคำที่อ่านต่อเนื่องกัน โดยเสียงสะกดของคำแรกจะออกเสียงต่อเนื่องมาเป็นเสียงพยัญชนะต้นของคำที่สอง เช่น
It's a book - จะออกเสียงเหมือน /its-sa-book/ อ่าน อิทซ์-ซะ-บุ้ค ไม่ใช่ อิทซ์-อะ-บุค
Can you add a poll? - จะออกเสียงเหมือน /can-you-add-da-poll/ อ่าน แคน-ยู-แอด-ดะ-โพล โดยคำว่า อะ จะออกเสียงเป็น ดะ เนื่องจากเสื่องเชื่อมจากคำสะกดของคำหน้า
Weekend - จะออกเสียงเหมือน /week-kend/ อ่าน วีคเค็นด์ โดยคำว่า เอ็นด์ จะออกเสียงเป็น เค็นด์ เนื่องจากเสียงเชื่อมจากตัวสะกดของคำหน้า
L.A. - จะออกเสียงเป็น /L-la /อ่าน แอล เล ไม่ใช่ แอล เอ
vineyard (ไร่องุ่นทำไวน์) - จะออกเสียงเป็น /vin-neard/ อังกฤษอ่าน ฝวินเนียด อเมริกันอ่าน ฝวินเนียร์ด ไม่ใช่ วายยาด
bald eagle (นกอินทรีย์หัวขาว) - จะออกเสียงเป็น /bal-dea-gle/ บอลดีเกิ้ล ไม่ใช่ บอล อีเกิ้ล
เสียงสูงต่ำ ท้ายประโยค
เสียงสูงต่ำท้ายประโยคขึ้นอยู่กับความหมายของประโยค โดย
ประโยคธรรมดา ลงเสียงต่ำ
I like coffee ลงเสียงต่ำที่คำว่า coffee อ่าน ค็อป-ฟี
ประโยคคำถามที่ถามว่า ใช่หรือไม่ ขึ้นเสียงสูง (รวมถึงประโยคที่เป็น tag question)
Do you like coffee? ขึ้นเสียงสูงตรงคำว่า coffee อ่าน คอป-ฟี้
ประโยคคำถามที่ถามหาคำตอบ ลงเสียงต่ำ
What do you like? ลงเสียงต่ำตรงคำว่า like อ่าน ไลค์
สำหรับประโยคเดียวกันที่ออกเสียงต่างกัน จะทำให้ความหมายต่างกัน เช่น
Do you like tea or coffee?
ถ้าพูด คำว่า coffee ลงเสียงต่ำ ประโยคนี้จะมีความหมายว่า "อยากได้ชาหรือกาแฟ (โดยให้เลือกเอา)"
ถ้าพูด คำว่า coffee ขึ้นเสียงสูง ประโยคนี้จะมีความหมายว่า "อยากได้ชาหรือกาแฟไหม (โดยถามว่า เอาหรือไม่เอา)"
เสียงท้าย -s, -es, -ed
-s ก็ตามด้วย เสียง s ปกติ คือ ลากเสียง s ออกไปตอนจบประโยค
-es เจ้าของภาษาจะออกเสียง /อิส/ แต่ตามความคุ้นเคยของคนไทยมักออกเสียงชัดเจนว่า /เอส/ อย่างเช่น
boxes -- บ๊อกซิส (เจ้าของภาษา) บ๊อกเซส (สำเนียงสะดวกลิ้นไทย)
glasses -- อังกฤษ กล๊าสสิส อเมริกัน แกล๊สสิส (เจ้าของภาษา) กล๊าสเสส (สำเนียงสะดวกลิ้นไทย)
-ed อันนี้มีสองแบบ ถ้าตามด้วย ตัว T หรือ D จะออกเสียง /เอ็ด/ หรือ /อิด/ แต่ถ้าไม่ใช่ให้ ออกเสียง /เดอะ/
reloaded -- รีโล้ดดิด (เจ้าของภาษา) รีโล้ดเด้ด (สำเนียงสะดวกลิ้นไทย)
wanted -- ว้อนถิด (เจ้าของภาษา) ว้อนเต้ด (สำเนียงสะดวกลิ้นไทย)
notified -- โน้ทิไฟเดอะ จะออกเสียง d (เดอะ) ในลำคอ
เสียงพยัญชนะท้าย
หลายๆ คำที่มีพยัญชนะท้ายจะมีเสียงเบาๆ ที่ไม่ควรละ
เสียง -nd เช่น finding ออกเสียง ฟาย(อึน)ดิ่ง หรือบางครั้งอาจได้ยิน ฟายนิ่ง
เสียง -ne เช่น line ออกเสียง ละอินหรือไลเน่อะ (รวบเป็นหนึ่งพยางค์) ต่างจาก lie ออกเสียง ลาย
เสียง -le เช่น mobile ออกเสียง โม-บะอิลหรือโมไบลึ (สองพยางค์) หรือบางครั้งอาจได้ยิน โม-บึล
เสียง -le เช่น file ออกเสียง ฟะอิลหรือไฟอิล (รวบเป็นหนึ่งพยางค์) หรือบางครั้งอาจได้ยิน ฟาว ต่างกับ fine ออกเสียง ฟาย(อึน) หรือ fire ออกเสียง ฟายเออะ
คำผสม (compound noun)
คำผสม จากคำนามสองคำ การออกเสียง ให้ขึ้นเสียงสูงตรงกลาง แล้วลงต่ำตอนท้าย เช่น
คำว่า greenhouse / green house
คำผสม greenhouse (บ้านที่เป็นเรือนกระจก) ขึ้นเสียงตรง green และลงต่ำตรง house เสียง
คำปกติเรียงกัน green house (บ้านสีเขียว) ออกเสียงตามปกติ ไม่ต้องขึ้นลงเสียง
คำว่า English teacher
คำผสม หมายถึง ครูสอนภาษาอังกฤษ ขึ้นเสียงตรง English ลงตรง teacher
คำปกติเรียงกัน หมายถึง ครูชาวอังกฤษ ออกเสียงตามปกติ
3. ระดับเสียงสูงต่ำในประโยคอย่างถูกต้อง
ที่มา:https://th.wikibooks.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
27 เทคนิคออกเสียงภาษาอังกฤษให้เป๊ะเว่อร์
เหมือนเจ้าของภาษามาเอง!
1. คำที่ลงท้ายด้วย -OUS
จากเดิมที่เราออกเสียงว่า “อัส” ให้เปลี่ยนเป็น “เอิ่ส” (เสียงต่ำลงมาอีกหนึ่งสเต็ป) เช่น Famous จากเดิม เฟ-มัส เปลี่ยนเป็น เฟ๊-เหมิ่ส (พยางค์สองเสียงต่ำลงมาหนึ่งสเต็ป) หรืออีกคำ Dangerous จากเดิม แดน-เจอ-รัส เปลี่ยนเป็น แด๊น-เจอะ-เหริส
จากเดิมที่เราออกเสียงว่า “อัส” ให้เปลี่ยนเป็น “เอิ่ส” (เสียงต่ำลงมาอีกหนึ่งสเต็ป) เช่น Famous จากเดิม เฟ-มัส เปลี่ยนเป็น เฟ๊-เหมิ่ส (พยางค์สองเสียงต่ำลงมาหนึ่งสเต็ป) หรืออีกคำ Dangerous จากเดิม แดน-เจอ-รัส เปลี่ยนเป็น แด๊น-เจอะ-เหริส
2. คำที่ลงท้ายด้วย -ing
ส่วนใหญ่คำกริยา เรามักจะออกเสียงว่า “อิ้ง” ให้ลดเสียงลงมาอีกหนึ่งสเต็ป เป็น “อิ่ง” เช่น Going เดิมออกเสียง โก-อิ้ง ไม่เอาแล้ว! ให้เปลี่ยนเป็น โก๊-อิ่ง, Reading จากเดิม รี๊ด-ดิ้ง เปลี่ยนเป็น รี๊ด-ดิ่ง, Comimg จากเดิม คัม-มิ้ง ขอออกเสียงสำเนียงเลิศๆ ว่า คั๊ม-หมิ่ง
ส่วนใหญ่คำกริยา เรามักจะออกเสียงว่า “อิ้ง” ให้ลดเสียงลงมาอีกหนึ่งสเต็ป เป็น “อิ่ง” เช่น Going เดิมออกเสียง โก-อิ้ง ไม่เอาแล้ว! ให้เปลี่ยนเป็น โก๊-อิ่ง, Reading จากเดิม รี๊ด-ดิ้ง เปลี่ยนเป็น รี๊ด-ดิ่ง, Comimg จากเดิม คัม-มิ้ง ขอออกเสียงสำเนียงเลิศๆ ว่า คั๊ม-หมิ่ง
3. คำที่ลงท้ายด้วย -ture
ออกเสียงผิดกันประจำ ปกติคนไทยออกเสียง “เจ้อร์” ให้เปลี่ยนให้ถูกต้องเป็น “เฉ่อร์” เช่น Picture เดิม พิค-เจ้อร์ เปลี่ยนเป็น พิค-เฉ่อร์ อย่างไปที่รังสิตต้องเจอ Future ไม่เอา ฟิว-เจ้อร์ แล้ว ออกเสียงเก๋ๆ เป็น ฟิว-เฉ่อร์ เลิศค่ะ!!!
ออกเสียงผิดกันประจำ ปกติคนไทยออกเสียง “เจ้อร์” ให้เปลี่ยนให้ถูกต้องเป็น “เฉ่อร์” เช่น Picture เดิม พิค-เจ้อร์ เปลี่ยนเป็น พิค-เฉ่อร์ อย่างไปที่รังสิตต้องเจอ Future ไม่เอา ฟิว-เจ้อร์ แล้ว ออกเสียงเก๋ๆ เป็น ฟิว-เฉ่อร์ เลิศค่ะ!!!
4. คำที่ลงท้ายด้วย -ly หรือ -ry
ที่เราจะออกเสียงว่า “ลี่” (จริงๆ ตัว R กับ L ถ้าให้ออกเสียงให้ถูกต้อง ต้องว่ากันยาว) ให้เปลี่ยนเป็น “หลี่” แทน เช่น Ferry เดิมออกเสียง เฟอ-รี่ เปลี่ยนเป็น เฟ-หรี่ รับรองเหมือนฝรั่งเด๊ะ!
ที่เราจะออกเสียงว่า “ลี่” (จริงๆ ตัว R กับ L ถ้าให้ออกเสียงให้ถูกต้อง ต้องว่ากันยาว) ให้เปลี่ยนเป็น “หลี่” แทน เช่น Ferry เดิมออกเสียง เฟอ-รี่ เปลี่ยนเป็น เฟ-หรี่ รับรองเหมือนฝรั่งเด๊ะ!
5. คำที่ลงท้ายด้วย -tion
ปกติเราออกเสียงว่า “ชั่น” ให้เปลี่ยนเป็น “เฉิ่น”แทน เช่น Position เดิมคือ โพ-ซิ-ชั่น เปลี่ยนเป็น โพ-ซิ-เฉิ่น , Partition เดิม พาร์-ทิ-ชั่น เปลี่ยนเป็น พาร์-ทิ-เฉิ่น หรือคำยาวๆ เช่น Reputationw ไม่ออกเสียง เรพ-พิว-เท-ชั่น ให้พูดว่า เรพ-พิว-เท-เฉิ่น
ปกติเราออกเสียงว่า “ชั่น” ให้เปลี่ยนเป็น “เฉิ่น”แทน เช่น Position เดิมคือ โพ-ซิ-ชั่น เปลี่ยนเป็น โพ-ซิ-เฉิ่น , Partition เดิม พาร์-ทิ-ชั่น เปลี่ยนเป็น พาร์-ทิ-เฉิ่น หรือคำยาวๆ เช่น Reputationw ไม่ออกเสียง เรพ-พิว-เท-ชั่น ให้พูดว่า เรพ-พิว-เท-เฉิ่น
6.คำที่ลงท้ายด้วย -ile
ปกติเราจะออกเสียงแค่พยางค์เดียว “อายล์” แต่ถ้าจะออกให้สำเนียงเป๊ะเว่อร์ ต้องออกเสียง 2 พยางค์ว่า “อายล์-เอิว์ล” เช่น Smile เดิมออกเสียง สะ-มายล์ เปลี่ยนเป็น “สะ-มายล์-เอิว์ลล” ใครได้ยินต้องร้องโอ้โห!!
7. คำที่ลงท้ายด้วย -er หรือ -or
ที่เรามักออกเสียงกัน “เอ้อ” เปลี่ยนละ ลดคีย์ลงหนึ่งสเต็ป ให้ออกเสียงว่า “เอ่อร์” แทน เช่น Farmer เดิมออกเสียง ฟาร๋ม-เม้อ เปลี่ยนนิดเดียวเป็น ฟาร๋ม-เหม่อร์, Tutor ถ้าสำเนียงไทยจัดๆ ออกเสียง ติว-เต้อร์ ลองเปลี่ยนให้ดีขึ้นมาอีกนิด ทิว-เท้อร์ หรือเอาให้สำเนียงเป๊ะเว่อร์ให้ออกเสียง ทิว-เถ่อร์ ( ลดคีย์พยางค์หลังลงหนึ่งสเต็ป)
ที่เรามักออกเสียงกัน “เอ้อ” เปลี่ยนละ ลดคีย์ลงหนึ่งสเต็ป ให้ออกเสียงว่า “เอ่อร์” แทน เช่น Farmer เดิมออกเสียง ฟาร๋ม-เม้อ เปลี่ยนนิดเดียวเป็น ฟาร๋ม-เหม่อร์, Tutor ถ้าสำเนียงไทยจัดๆ ออกเสียง ติว-เต้อร์ ลองเปลี่ยนให้ดีขึ้นมาอีกนิด ทิว-เท้อร์ หรือเอาให้สำเนียงเป๊ะเว่อร์ให้ออกเสียง ทิว-เถ่อร์ ( ลดคีย์พยางค์หลังลงหนึ่งสเต็ป)
8. คำที่ลงท้ายด้วย -ment
จากเดิมที่เราออกเสียงว่า “เม้นท์” ให้เปลี่ยนลดเสียงต่ำลงเป็น “เหม่นท์” แทน เช่นคำนี้ที่เจออยู่บ่อยๆ Comment จากเดิมเราอ่านว่า คอม-เม้นท์ ไม่เอาแล้ว! ให้เปลี่ยนเป็น “ค่อม-เหม่นท์”เก๋กว่าเยอะ
จากเดิมที่เราออกเสียงว่า “เม้นท์” ให้เปลี่ยนลดเสียงต่ำลงเป็น “เหม่นท์” แทน เช่นคำนี้ที่เจออยู่บ่อยๆ Comment จากเดิมเราอ่านว่า คอม-เม้นท์ ไม่เอาแล้ว! ให้เปลี่ยนเป็น “ค่อม-เหม่นท์”เก๋กว่าเยอะ
9. คำที่ลงท้ายด้วย -our
คนไทยมักออกเสียงผิด โดยการออกเสียงพยางค์เดียวว่า “เอาร์” จริงๆ ถ้าจะออกให้สำเนียงเป๊ะนั้นจะต้องออกเสียง 2 พยางค์ “เอ้า-เหว่อ” เช่น Sour เดิม เซาร์ เปลี่ยนเป็น เซ้า-เหว่อ, Hour เจอบ่อยๆ เลย เปลี่ยนจาก เอาร์ เป็น “เอ้า-เหว่อ”
คนไทยมักออกเสียงผิด โดยการออกเสียงพยางค์เดียวว่า “เอาร์” จริงๆ ถ้าจะออกให้สำเนียงเป๊ะนั้นจะต้องออกเสียง 2 พยางค์ “เอ้า-เหว่อ” เช่น Sour เดิม เซาร์ เปลี่ยนเป็น เซ้า-เหว่อ, Hour เจอบ่อยๆ เลย เปลี่ยนจาก เอาร์ เป็น “เอ้า-เหว่อ”
10.คำที่ลงท้ายด้วย -um
ถ้าออกเสียงแบบปกติคือ “อั้ม” ซึ่งฟังพอเข้าใจ แต่ถ้าอยากให้สำเนียงเลิศแบบสุดติ่ง ต้องออกเสียงว่า “เอิ่ม” เช่น Forum จาก ฟอ-รั่ม เป็น ฟอ-เหริ่ม, Serum ที่เรามักออกเสียงผิดแบบหนักๆ กันว่า ซี-รั่ม จริงๆ ต้องออกเสียงว่า “เซีย-เหริ่ม”
ถ้าออกเสียงแบบปกติคือ “อั้ม” ซึ่งฟังพอเข้าใจ แต่ถ้าอยากให้สำเนียงเลิศแบบสุดติ่ง ต้องออกเสียงว่า “เอิ่ม” เช่น Forum จาก ฟอ-รั่ม เป็น ฟอ-เหริ่ม, Serum ที่เรามักออกเสียงผิดแบบหนักๆ กันว่า ซี-รั่ม จริงๆ ต้องออกเสียงว่า “เซีย-เหริ่ม”
11. คำที่ลงท้ายด้วย -sion
เชื่อว่าคนไทยเกินล้านคนออกเสียงว่า “ชั่น” ซึ่งที่ที่ควรต้องออกเสียงว่า “เฉิ่น” เช่น Mansion ไม่ใช่ แมน-ชั่น ต้องออกเสียงว่า แมน-เฉิ่น , Desicion ก็ไม่ใช่ ดี-สิ-ชั่น ต้องออกเสียงว่า ดิ-ซิ-เฉิ่น
12. คำที่ลงท้ายด้วย -ral
เรามักออกเสียงกันว่า “รัล” (เร่า) แต่จริงๆควรออกเสียงว่า “เริล” เช่น น้ำแร่ Mineral ไม่เอา มิ-เนอ-รัล ละให้เปลี่ยนเป็น มิ-เหน่อ-เริล
เรามักออกเสียงกันว่า “รัล” (เร่า) แต่จริงๆควรออกเสียงว่า “เริล” เช่น น้ำแร่ Mineral ไม่เอา มิ-เนอ-รัล ละให้เปลี่ยนเป็น มิ-เหน่อ-เริล
13. คำที่ลงท้ายด้วย -ire
ที่เรามักออกเสียงกันพยางค์เดียว “อาย” ให้ออกเสียงเป็น 2 พยางค์ “อาย-เย้อร์” เช่น Fire เดิมๆ เคยออกเสียง ฟาย ให้เปลี่ยนเป็น ฟาย-เย้อร์ หรือ Tire จากเดิม ทาย เปลี่ยนเป็น ทาย-เย้อร์ สำเนียงเป๊ะมาก!
ที่เรามักออกเสียงกันพยางค์เดียว “อาย” ให้ออกเสียงเป็น 2 พยางค์ “อาย-เย้อร์” เช่น Fire เดิมๆ เคยออกเสียง ฟาย ให้เปลี่ยนเป็น ฟาย-เย้อร์ หรือ Tire จากเดิม ทาย เปลี่ยนเป็น ทาย-เย้อร์ สำเนียงเป๊ะมาก!
14. คำที่ลงท้ายด้วย -el
คำนี้คนไทยออกเสียงผิดกันเยอะมาก เพราะชอบออกเสียงว่า “เอล” เช่น Model ออกเสียง โม-เดล ฝรั่งฟังแทบไม่ออกบอกเลย จริงๆ คำที่ลงท้ายว่า -el ไม่ใช่ “เอล” แต่เป็น “โอ็ล” ต่างหาก เช่น Model ออกเสียงว่า เม๊าะ-โด็ล , Level ไม่ใช่ เล-เวล ต้องออกเสียงว่า เล๊ะ-โฝว็ล
คำนี้คนไทยออกเสียงผิดกันเยอะมาก เพราะชอบออกเสียงว่า “เอล” เช่น Model ออกเสียง โม-เดล ฝรั่งฟังแทบไม่ออกบอกเลย จริงๆ คำที่ลงท้ายว่า -el ไม่ใช่ “เอล” แต่เป็น “โอ็ล” ต่างหาก เช่น Model ออกเสียงว่า เม๊าะ-โด็ล , Level ไม่ใช่ เล-เวล ต้องออกเสียงว่า เล๊ะ-โฝว็ล
15. คำที่ลงท้ายด้วย -ant
(เฉพาะคำสองพยางค์ขึ้นไป) เดิมปกติเราออกเสียงว่า “แอ๊นท์” ให้เปลี่ยนเป็น “เอิ่นท์” เช่น Important จากเดิม อิม-พอ-แท๊นท์ ให้เปลี่ยนเป็น อิม-เพาะ-เทิ่นท์, Mutant เดิมออกเสียง มิว-แท๊นท์ ก็เปลี่ยนเป็น มิว-เทิ่นท์ หรือคำยาวๆ อย่าง Participant พา-ทิ-ซิ-แพ๊นท์ ก็แค่เปลี่ยนพยางค์สุดท้ายเป็น พา-ทิ-ซิ-เพิ่นท์
(เฉพาะคำสองพยางค์ขึ้นไป) เดิมปกติเราออกเสียงว่า “แอ๊นท์” ให้เปลี่ยนเป็น “เอิ่นท์” เช่น Important จากเดิม อิม-พอ-แท๊นท์ ให้เปลี่ยนเป็น อิม-เพาะ-เทิ่นท์, Mutant เดิมออกเสียง มิว-แท๊นท์ ก็เปลี่ยนเป็น มิว-เทิ่นท์ หรือคำยาวๆ อย่าง Participant พา-ทิ-ซิ-แพ๊นท์ ก็แค่เปลี่ยนพยางค์สุดท้ายเป็น พา-ทิ-ซิ-เพิ่นท์
16. คำที่ลงท้ายด้วย -ger
ที่เรามักใส่กันสุดคำว่า “เจ้อร์” ให้เปลี่ยนเป็นแค่ “เจ่อะ” พอค่ะ เช่น Manager หลายคนอ่านกันว่า แม-เน-เจ้อร์ แต่ที่ถูกต้องคือ มะ-หนิด-เจ่อะ , Ledger ไม่ใช่ เล็ด-เจ้อร์ แค่ เล็ด-เจ่อะ พอแล้ววววว ..
ที่เรามักใส่กันสุดคำว่า “เจ้อร์” ให้เปลี่ยนเป็นแค่ “เจ่อะ” พอค่ะ เช่น Manager หลายคนอ่านกันว่า แม-เน-เจ้อร์ แต่ที่ถูกต้องคือ มะ-หนิด-เจ่อะ , Ledger ไม่ใช่ เล็ด-เจ้อร์ แค่ เล็ด-เจ่อะ พอแล้ววววว ..
17. คำที่ลงท้ายด้วย -om
เราออกเสียงกันแบบไทยสไตล์ว่า “อ้อม” แต่จริงๆ แค่ “เอิ่ม” ก็พอ เช่น รณรงค์ให้ใช้ถุงยาง Condom ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ Condom มิใช่ คอน-ด้อม ออกเสียงแบบฝรั่งคือ ค๊อน-เดิ่ม , Random เปลี่ยนจาก แรน-ด้อม เป็น แรน-เดิ่ม , Bottom เดิมๆ คือ บ๊อต-ท่อม ต้องออกเสียงเป็น บ๊อต-เถิ่ม สำเนียงดีมากเลยนะ รู้ยัง!
เราออกเสียงกันแบบไทยสไตล์ว่า “อ้อม” แต่จริงๆ แค่ “เอิ่ม” ก็พอ เช่น รณรงค์ให้ใช้ถุงยาง Condom ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ Condom มิใช่ คอน-ด้อม ออกเสียงแบบฝรั่งคือ ค๊อน-เดิ่ม , Random เปลี่ยนจาก แรน-ด้อม เป็น แรน-เดิ่ม , Bottom เดิมๆ คือ บ๊อต-ท่อม ต้องออกเสียงเป็น บ๊อต-เถิ่ม สำเนียงดีมากเลยนะ รู้ยัง!
18. คำที่ลงท้ายด้วย -ton (2 พยางค์ขึ้นไป)
ปกติชอบออกเสียงกันแบบไทยๆ ว่า “ต้อน” จริงๆ ออกเสียงแบบฝรั่ง ต้องออกว่า “เทิ่น” ต่างหาก! เช่น Cotton Bud เราออกเสียงกันว่า คัท-ตั้น-บัด จริงๆ ต้อง “คัท-เทิ่น-บัด” , Carton ก็ไม่ใช่ คาร์-ต้อน เปลี่ยนเป็น คาร์-เทิ่น
ปกติชอบออกเสียงกันแบบไทยๆ ว่า “ต้อน” จริงๆ ออกเสียงแบบฝรั่ง ต้องออกว่า “เทิ่น” ต่างหาก! เช่น Cotton Bud เราออกเสียงกันว่า คัท-ตั้น-บัด จริงๆ ต้อง “คัท-เทิ่น-บัด” , Carton ก็ไม่ใช่ คาร์-ต้อน เปลี่ยนเป็น คาร์-เทิ่น
19.คำที่ลงท้ายด้วย -ure (บางคำ)
หลายๆ คำ เรามักเจอบ่อยๆ เช่น Pure, Cure, Secure ไรงี้ คำลงท้ายด้วย -ure เราชอบออกเสียงกันว่า “เอียว” เช่น Pure ออกเสียงว่า เพียว ซึ่งไม่ถูก (แต่ก็ไม่มาก ฝรั่งพอฟังออก) แต่ถ้าจะให้แบบถูกต้องก็คือ “พเยอร์” อ่านว่า พะ-เยอร์ ต้องควบคุมเสียงหรือออกเสียงเร็วๆ ให้เหมือนเป็นพยางค์เดียว ดังนั้น Cure ก็ไม่ใช่ เคียว ต้องเป็น คเยอร์ .. โอ้ว! สำเนียงไฮโซเว่อร์
หลายๆ คำ เรามักเจอบ่อยๆ เช่น Pure, Cure, Secure ไรงี้ คำลงท้ายด้วย -ure เราชอบออกเสียงกันว่า “เอียว” เช่น Pure ออกเสียงว่า เพียว ซึ่งไม่ถูก (แต่ก็ไม่มาก ฝรั่งพอฟังออก) แต่ถ้าจะให้แบบถูกต้องก็คือ “พเยอร์” อ่านว่า พะ-เยอร์ ต้องควบคุมเสียงหรือออกเสียงเร็วๆ ให้เหมือนเป็นพยางค์เดียว ดังนั้น Cure ก็ไม่ใช่ เคียว ต้องเป็น คเยอร์ .. โอ้ว! สำเนียงไฮโซเว่อร์
20. คำที่ลงท้ายด้วย -us
โดยปกติเราชอบออกเสียงว่า “อัส” ไม่ก็ “อุส” แต่ถ้าจะให้เป็นสำเนียงฝรั่งจริงๆ ต้องออกเสียงว่า “เอิ่ส” เช่น Status เดิมๆ ออกเสียงว่า สะ-เต-ตัส เปลี่ยนเป็น สะ-เต-เทิ่ส, ปลาหมึกยักษ์ Octopus เราจะไม่ออกเสียงว่า อ๊อก-โต-พุส ต่อจากนี้ให้ออกเสียงว่า อ๊อก-เถอะ-เผิส
โดยปกติเราชอบออกเสียงว่า “อัส” ไม่ก็ “อุส” แต่ถ้าจะให้เป็นสำเนียงฝรั่งจริงๆ ต้องออกเสียงว่า “เอิ่ส” เช่น Status เดิมๆ ออกเสียงว่า สะ-เต-ตัส เปลี่ยนเป็น สะ-เต-เทิ่ส, ปลาหมึกยักษ์ Octopus เราจะไม่ออกเสียงว่า อ๊อก-โต-พุส ต่อจากนี้ให้ออกเสียงว่า อ๊อก-เถอะ-เผิส

21. คำที่ลงท้ายด้วย -land
เจอปุ๊บ ออกเสียง “แลนด์” ปั๊บ! ซึ่งฝรั่งจะไม่ออกเสียงงี้ แต่เขาจะออกเสียงว่า “เลิ่นด์” เช่น Scotland ออกเสียงที่ถูกคือ สก๊อต-เลิ่นด์ , New Zealand ก็ออกเสียง นิว-ซี๊-เลิ่นด์ ยกเว้นคำว่า Thailand กับ Foodland นะจ๊ะ
เจอปุ๊บ ออกเสียง “แลนด์” ปั๊บ! ซึ่งฝรั่งจะไม่ออกเสียงงี้ แต่เขาจะออกเสียงว่า “เลิ่นด์” เช่น Scotland ออกเสียงที่ถูกคือ สก๊อต-เลิ่นด์ , New Zealand ก็ออกเสียง นิว-ซี๊-เลิ่นด์ ยกเว้นคำว่า Thailand กับ Foodland นะจ๊ะ
22.คำที่ลงท้ายด้วย -en
เราชอบออกเสียงกันว่า “เอ้น” จริงๆ ต้องออกเสียงว่า “อึ่น” เช่น Garden เดิมๆ คือ การ์-เด้น แต่ถ้าจะเอาให้ฝรั่งเก็ทก็ต้องออกเสียงว่า การ์-ดึ่น , Kitten ลูกแมว ก็ไม่เอา คิท-เท่น ที่ดีงามต้องเป็น คิท-ทึ่น หรือ Kitchen ก็ไม่ คิท-เช่น ละต้องเป็น คิท-ฉึ่น
เราชอบออกเสียงกันว่า “เอ้น” จริงๆ ต้องออกเสียงว่า “อึ่น” เช่น Garden เดิมๆ คือ การ์-เด้น แต่ถ้าจะเอาให้ฝรั่งเก็ทก็ต้องออกเสียงว่า การ์-ดึ่น , Kitten ลูกแมว ก็ไม่เอา คิท-เท่น ที่ดีงามต้องเป็น คิท-ทึ่น หรือ Kitchen ก็ไม่ คิท-เช่น ละต้องเป็น คิท-ฉึ่น
23. คำที่ลงท้ายด้วย -ard
(ตั้งแต่ 2พยางค์ขึ้นไป) เรามักออกเสียง “อาร์ด” กัน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่! ฝรั่งออกเสียงกันว่า “เอิด” เช่น Wizard ไม่ใช่ วิ-สาร์ด ที่ถูกต้องคือ วิ-เสิด, จิ้งจก :Lizard ก็ไม่ใช่ ลิ-สาร์ด ออกเสียงเป็น ลิ-เสิด แม้กระทั่ง Standard จากเดิม สะ-แตน-ดาร์ด จริงๆ คือ สะ-แตน-เดิด
(ตั้งแต่ 2พยางค์ขึ้นไป) เรามักออกเสียง “อาร์ด” กัน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่! ฝรั่งออกเสียงกันว่า “เอิด” เช่น Wizard ไม่ใช่ วิ-สาร์ด ที่ถูกต้องคือ วิ-เสิด, จิ้งจก :Lizard ก็ไม่ใช่ ลิ-สาร์ด ออกเสียงเป็น ลิ-เสิด แม้กระทั่ง Standard จากเดิม สะ-แตน-ดาร์ด จริงๆ คือ สะ-แตน-เดิด
24. คำที่ลงท้ายด้วย -le
ที่เราออกเสียงกันแบบคุ้นปากตั้งแต่เด็กๆว่า “เอิ้ล” ซี่งจริงๆต้องพูดว่า “โอ็ล” แบบเสียงสั้นๆ เช่น Table ใครก็รุ็ว่าอ่านว่า เท-เบิ้ล แต่ที่ถูกก็คือ เท-โบ็ล, Double เปลี่ยนจาก ดับ-เบิ้ล เป็น ดึ่บ-โบ็ล , สายเคเบิ้ล Cable ก็ให้ออกเสียงใหม่เป็น เค๊-โบ็ล
ที่เราออกเสียงกันแบบคุ้นปากตั้งแต่เด็กๆว่า “เอิ้ล” ซี่งจริงๆต้องพูดว่า “โอ็ล” แบบเสียงสั้นๆ เช่น Table ใครก็รุ็ว่าอ่านว่า เท-เบิ้ล แต่ที่ถูกก็คือ เท-โบ็ล, Double เปลี่ยนจาก ดับ-เบิ้ล เป็น ดึ่บ-โบ็ล , สายเคเบิ้ล Cable ก็ให้ออกเสียงใหม่เป็น เค๊-โบ็ล
25. คำที่ลงท้ายด้วย -ley
เราชอบออกเสียง “เล่” แต่ที่ถูกต้องคือ “ลี่” เช่น รถเข็น Trolley ก็ไม่ใช่ โทรล-เล่ ที่ถูกคือ ทรอ-หลี่, เพลง Medley ก็ไม่ใช่ เมดเล่ ต้องออกเสียงว่า เม็ด-ลี่ พยางค์แรกออกเสียงสั้นด้วยนะ
เราชอบออกเสียง “เล่” แต่ที่ถูกต้องคือ “ลี่” เช่น รถเข็น Trolley ก็ไม่ใช่ โทรล-เล่ ที่ถูกคือ ทรอ-หลี่, เพลง Medley ก็ไม่ใช่ เมดเล่ ต้องออกเสียงว่า เม็ด-ลี่ พยางค์แรกออกเสียงสั้นด้วยนะ
26. คำที่ลงท้ายด้วย -ian
ที่เรามักเจอในความหมายว่าเป็น “นัก” ต่างๆ แล้วชอบออกเสียงงว่า เชี่ยน ให้เปลี่ยนเป็น เฉิ่น จะสุดยอดกว่า! เช่น นักมายากล Magician ไม่ เม-จิก-เชี่ยน ละ เปลี่ยนเป็น เม๊-จิ-เฉิ่น , นักดนตรี Musician มิว-สิค-เชี่ยน เปลี่ยนเป็น มิว-ซิ-เฉิ่น
ที่เรามักเจอในความหมายว่าเป็น “นัก” ต่างๆ แล้วชอบออกเสียงงว่า เชี่ยน ให้เปลี่ยนเป็น เฉิ่น จะสุดยอดกว่า! เช่น นักมายากล Magician ไม่ เม-จิก-เชี่ยน ละ เปลี่ยนเป็น เม๊-จิ-เฉิ่น , นักดนตรี Musician มิว-สิค-เชี่ยน เปลี่ยนเป็น มิว-ซิ-เฉิ่น
27. คำที่ลงท้ายด้วย -oil
ดูเหมือนไม่มีอะไร เพราะเราอ่าน “ออย” กันอยู่แล้ว แต่ที่จริงต้องออกเสียง 2 พยางค์ “ออย-เยิ่ล” เช่น น้ำมัน Oil ออกเสียงว่า ออย-เยิ่ล , soil ดิน ไม่แค่ ซอย แต่ต้อง ซอย-เยิ่ล , ต้มน้ำจนเดิอด boil ก็ต้อง บอย-เยิ่ล
ดูเหมือนไม่มีอะไร เพราะเราอ่าน “ออย” กันอยู่แล้ว แต่ที่จริงต้องออกเสียง 2 พยางค์ “ออย-เยิ่ล” เช่น น้ำมัน Oil ออกเสียงว่า ออย-เยิ่ล , soil ดิน ไม่แค่ ซอย แต่ต้อง ซอย-เยิ่ล , ต้มน้ำจนเดิอด boil ก็ต้อง บอย-เยิ่ล
ที่มา : https://teen.mthai.com/education/108473.html
2.การลงเสียงเน้นหนักในคำ
การเน้นเสียงในภาษาอังกฤษ Stress
ลักษณะสำคัญของภาษาอังกฤษคือ มีการออกเสียงเน้นหนักเบา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่งสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา เพราะถ้าออกเสียงเน้นหนักผิดพยางค์ก็อาจจะทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องออกเสียงเน้นหนักเบาให้ถูกต้อง เรามาเริ่มกันเลย
1. ระดับเสียงเน้นหนักที่สุด (Primary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( , ) หน้าพยางค์ที่ลงเสียงหนักที่สุดในคำนั้น มีที่สังเกตคือ เสียงดังที่สุดและเสียง pitch สูงจะเกิดในคำเดี่ยวทุกครั้ง เช่น calendar
2. ระดับเสียงรอง (Secondary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ^ ) เหนือพยางค์ที่ลงเสียงรอง เช่น êducátion พยางค์แรกจะได้ secondary stress แต่พยางค์ที่สามจะได้ primary stress
3. ระดับเสียงเบาปานกลาง (Teritiary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ` ) เหนือพยางค์ระดับเสียงนี้จะเกิดรวมกับ primary stress ในคำเดี่ยว ๆ ที่มีหลายพยางค์ เช่น fÓotbàll
4. ระดับเสียงเบาที่สุด (Weak Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ˇ ) เหนือพยางค์ หรือไมjใส่เครื่องหมายใด ๆ เลย โดยถือว่าพยางค์ที่ไม่มีเครื่องหมายกำกับคือ การไม่ลงเสียงหนัก (unstress) เช่น ŕhythm (พยางค์ที่สองเป็นเสียงเบา)
นอกจากนี้ เสียงเน้นหนัก (stress) ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
2. เสียงเน้นหนักในประโยค (Sentence Stress)
นอกจากนี้ เสียงเน้นหนัก (stress) ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
2. เสียงเน้นหนักในประโยค (Sentence Stress)
1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
เสียงเน้นหนักในคำ คือ การเน้นเสียงหนักในพยางค์หนึ่งของคำโดยที่ผู้พูดจะออกเสียงพยางค์นั้นดังกว่าพยางค์อื่น ๆในคำเดียวกัน เช่น páper, contínue เป็นต้น คำในภาษาอังกฤษทุกคำจะมีพยางค์หนึ่งเท่านั้นที่ได้รับเสียงหนักเสมอผู้เรียนจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงการออกเสียงเน้นหนักในแต่ละคำให้ถูกต้องเสียก่อน
หลักเกณฑ์สำหรับการลงเสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress) และในพยางค์(Syllabic Stress) ที่พอจะสรุปได้มีดังนี้
1. การลงเสียงเน้นหนักในคำที่มี 2 พยางค์ขึ้นไป
ในคำสองพยางค์ขึ้นไปเสียงเน้นหนักสุดจะได้แก่ primary stress เสียงที่รองลงมาจะเป็น secondary stress ดังตัวอย่างต่อไปนี้
คำที่มีเสียงเน้นหนักสุดหรือ primary stress บนพยางค์ต้นของคำ ได้แก่
คำสองพยางค์ คำสามพยางค์ คำสี่พยางค์
húsband póssible críticism
télephone spécialist ańswer
prógram ánimal écretary
órange ínnocent
súbject béautiful
คำที่มีเสียงเน้นหนักสุดหรือ primary stress บนพยางค์ที่สองของคำ ได้แก่
คำสองพยางค์ คำสามพยางค์ คำสี่พยางค์
cashíer proféssor affírmative
helló relátion philósopher
prefér impórtant devélopment
corréct eléven signíficant
resígn phonetic
2. การลงเสียงเน้นหนักในคําประสม
คํานามประสม
a. คํานามประสมระหว่างคํานามกับคํานามเวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่ส่วนแรกหรือคํานามแรก เช่น
téapot drúgstorebús station
fóotball hándbagbírthday cake
eárthquake hóusewifelánguage laboratory
แต่ถ้าคํานามประสมที่ประกอบด้วยคํานาม 3 คํา บางครั้งจะเน้นหนักที่คําที่สอง เช่น
waste-páper-basket
ginger-béer-bottle
หรืออาจจะมีการเน้นเสียงลงบนคำที่หนึ่งที่สองก็ได้ เช่น
hót wáter-bottle
b. คำนามประสมระหว่างคำคุณศัพท์กับคำนาม เวลาออกเสียงเน้นหนักที่สุดที่คำแรกคือที่คำคุณศัพท์ เช่น
bláckbird hígh school hótdog díning room
c. คำนามประสมระหว่างคำกริยากับคำนาม เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่คำแรก เช่น
wálking stick wríting pad líving room
คำกริยาประสม
a. คำกริยาประสมระหว่างคำบุพบทกับคำกริยา เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่คำหลัง เช่น
understánd overlóok overcóme undertáke
b. คำกริยาประสมประเภทคำกริยาสองคำ (two-word-verbs) เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่คำหลังคือที่คำวิเศษณ์หรือบุพบทนั้น
call úp get ón watch óut take óff
put ón give úp take óver look áfter
c. คำกริยาประสมประเภทคำกริยาสามคำ (three-word-verbs) เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่ส่วนประกอบส่วนที่สอง เช่น
run óut of get alóng with catch úp with take cáre of
คำคุณศัพท์ประสม
a. คำคุณศัพท์ประสมระหว่างคำคุณศัพท์กับคำคุณศัพท์เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่คำคุณศัพท์คำแรก เช่น
cóld-blooded bád-tempered
b. คำคุณศัพท์ประสมระหว่างคำนามกับคำคุณศัพท์ เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่คำนาม
péach-coloured
คำประเภทอื่น ๆ
a. คำที่ลงท้ายด้วย –self หรือ –selves (reflexive pronouns) เวลาออกเสียงจะลงเสียงเน้นหนักที่ส่วนหลังคือที่ –self หรือ –selves เช่น
mysélf himsélf yoursélf oursélves
b. คำที่ลงท้ายด้วย –teen จะลงเสียงหนักที่ส่วนหลังคือคำว่า –teen แต่ตรงกันข้ามกับคำว่า –ty จะลงเสียงหนักที่ส่วนหน้า
sixtéen síxty
c. คำสองพยางค์ที่เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา ถ้าเป็นคำนามลงเสียงเน้นหนักที่พยางค์แรกของคำถ้าเป็นคำกริยาลงเสียงเน้นหนักที่พยางค์หลังของคำคำนามคำกริยา
ábstract abstráct
cóntest contést
récord recórd
désert desért
prógress progréss
éxploit exploít
cónduct condúct
íncrease incréase
cónflict conflíct
dígest digést
d. คำที่ลงท้ายด้วย suffix ต่อไปนี้ –tion, -sion, -ic, -ian, -tor, -ious,-ity, -ify, -itive, -ish จะเน้นหนักที่พยางค์หน้า suffix นั้น
-tion -sion
informátion discússion
imaginátion comprehénsion
-ic -ian
públic librárian
Pacífic comédian
-ious -tor
calculátor suspícious
diréctor tédious
-ify -ty
nobílity clássify
univérsity beáutify
-ish -itive
pósitive estáblish
sénsitive accómplish
e. คำที่เติม prefix หน้าคำ และเติม suffix ท้ายคำ เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่พยางค์เดิมของคำที่ยังไม่ได้เติม prefix หรือ suffix นั้น
cleverness retúrn
abándonment unimpórtant
wónderful impóssible
qúickly kíndness
f. คําที่มีตั้งแต่ 3 พยางค์ขึ้นไป ถ้าพยางค์ท้ายลงท้ายด้วย –al, -ate, -ble, -lly, -lar, -ment, y เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่พยางค์ที่สามนับจากพยางค์ท้าย
-ate -al
appréciate oríginal
lassóciate práctica
-ble -lly
póssible áctually
suítable náturally
-lar -ment
fórmular góvernment
pópular mánagement
-y
photógraphy moméntary
นอกจากนี้ จะยกตัวอย่างที่ลงเสียงหนักต่างกัน ซึ่งจะทําให้มีความหมายต่างกันได้
1. green house = a house that is green
greenhouse = a grass structure used for growing plants.
2. black bird = any bird that is black.
blackbird = a particular kind of bird.
3. white house = a house that is white in color.
White House = the residence of the President of the U.S.
4. cheapskates = people that are stingy.
cheap skates = inexpensive skates.
5. longboat = a particular kind of boat.
ong boat = any boat that is long.
2. เสียงเน้นหนักในประโยคและจังหวะ (Sentence Stress and Rhythm)
การลงเสียงเน้นหนักในประโยคก็เป็นสิ่งจําเป็นที่ผู้พูดควรต้องลงเสียงเน้นหนักให้ถูกต้อง เพราะจะมีความแตกต่างกันไปคือ ในประโยคภาษาอังกฤษอาจจะมีการเน้นเสียงหนักในคําได้หลายแห่ง บางประโยคอาจมีการเน้นถึง 3-4 แห่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความยาวของประโยคและความหมายที่ผู้พูดต้องการให้เข้าใจ ส่วนคําหรือ พยางค์ ที่ไม่เน้นอาจจะมีการออกเสียงเร็วและรวบมากขึ้น เสียงเน้นหนักในประโยคนี้มักจะตกลงบนพยางค์ที่ลงเสียงเน้นหนักตัวสุดท้ายของประโยค แต่เสียงเน้นหนักในประโยคก็อาจจะเลื่อนจากคําหนึ่งไปอีกคําหนึ่งได้ในประโยคนั้น และความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วยในเวลาที่เสียงเน้นหนักเปลี่ยนที่ไป ดังนั้น จึงมีข้อพึงระวังในการพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามลักษณะภาษา ดังนี้
1. การลงเสียงเน้นหนักในประโยคต้องลงให้ถูกต้อง มักจะลงเสียงหนักที่คําจําพวก content words ซึ่งเป็นคําประเภทที่มีความหมายในตัวเอง ได้แก่พวกคํา nouns,verbs, adjectives, demonstratives or Interrogative ส่วนคําจําพวก function words ซึ่งเป็นคำพวกไม่ค่อยมีความหมายหรือมี ความหมายน้อยจะลงเสียงเบาได้แก่พวก articles, prepositions, pronouns, conjunctions, auxiliary verbs และ relative pronouns เช่น
He won it in the afternoon.
She can swim.
แต่ถ้าลงเสียงหนักที่คําประเภท function words ในประโยคนั้น ก็แสดงว่าผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังสนใจจุดนั้น ๆ เช่น
Bob got the first prize. (not you or Jim)
The teacher will give it to her. (not to him)
2. การออกเสียงพยางค์ ที่ไม่ลงเสียงเน้นหนัก เรามักออกเสียงเบาหรือบางครั้งตัดเสียงพยัญชนะหน้าหรือหลังออกตามความนิยมของเจ้าของภาษา ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาสําหรับคนไทยที่จะให้ความสําคัญของคําแต่ละคําเท่ากันหมด
I don’t like them. / ai don’t laik >m /
คําที่โดยทั่วไปจะไม่ลงเสียงเน้นได้แก่ a, an, and, of, or, the และ to นอกจาก
คําพวกนี้ก็ยังมีคําประเภท function words อื่น ๆ อีก
get an egg / gεt әn εg /
both of you / bouθ әv yu /
3. ในการพูดประโยคยาว ๆ นั้น เรามักจะหยุดเล็กน้อยระหว่างห่วงความคิด
(thought group) ก็เพื่อเหตุผลดังนี้
3.1 ช่วยให้ความหมายของสิ่งที่ผู้พูดต้องการพูดเด่นชัดขึ้น เช่น
When my husband comes home / I’ll tell him the truth.
3.2 เพื่อจะเน้นข้อความที่เราต้องการสื่อความหมายเป็นพิเศษ
3.3 ถ้าเป็นประโยคยาว ๆ เราหยุดเพื่อผ่อนลมหายใจก่อนพูดต่อไป เช่น
His parents / come from America/ to see their new grandson.
4. การออกเสียงเชื่อมคําหรือพยางค์ (Linking) การออกเสียงเชื่อมคำหรือพยางค์อาศัย ความเข้าใจในเรื่องการแบ่งห้วงความคิดเป็นสําคัญ จะมีการทอดเสียงสุดท้ายของคําหน้าให้ต่อเนื่องกับเสียงแรกของคําต่อไป โดยเฉพาะเสียงแรกของคําต่อไปที่เป็นสระ เช่น
one or two
bacon and eggs
ที่มา http://wantongnoon.blogspot.com
3. ระดับเสียงสูงต่ำในประโยคอย่างถูกต้อง
Intonation
นอกจากการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งสำคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มี Intonation แล้ว intonation คืออะไร? มันก็คือเสียงขึ้นลงที่เราใช้ในเวลาพูด ถ้าสังเกตฝรั่งเวลาพูดเขาจะไม่พูดเสียงราบเรียบทั้งประโยค จะมีการขึ้น การลงของเสียง ซึ่งถ้าหากว่าเราอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษาเราก็ต้องมารู้จักหลักการในการออกเสียงขึ้นลงเหล่านี้ นอกจากนี้ยังช่วยในการฟังภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย
โดยปกติแล้ว รูปแบบของ intonation ในภาษาอังกฤษจะมี 2 รูปแบบหลักๆคือ
1. falling intonation การลงเสียงต่ำ
2. rising intonation การขึ้นเสียงสูง
หลักการใช้คร่าวๆของแต่อันมีดังนี้ค่ะ
1. falling intonation ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้จะเป็นคำที่ลงเสียงต่ำ
1.1 ใช้กับประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ธรรมดา เช่น
It was quite bad.
I want to see him again.
1.2 ใช้สำหรับคำลงท้ายของประโยคคำถามแบบ Wh-question เช่น
What do you usually eat for lunch?
Who is that?
What’s it?
1.3 ใช้กับประโยคคำสั่งที่เน้น เช่น
Don’t make loud noise.
Sit down.
2. rising intonation
2.1 ใช้ลงท้ายประโยคคำถามที่เป็นแบบ yes / no question
Is she a teacher?
Have you seen him?
Can I see it?
2.2 ใช้กับประโยคบอกเล่าธรรมดาที่เราต้องการให้มันเป็นคำถาม เช่น
You like it?
I can’t go?
2.3 ใช้ในการแสดงการทักทาย เช่น
Good Morning
Good afternoon
Good evening
2.4 เวลาต้องการเกริ่นนำก่อนเข้าเนื้อหา เราสามารถพูดวลีที่เป็นการเกริ่นนำให้เป็นเสียงสูงได้ เช่น
As we know, Thailand is an agricultural country.
2.5 ในการพูดถึง สิ่งของที่มีหลายอย่างเป็นหมวดหมู่ เรามักขึ้นเสียงสูงทุกคำแล้วลงเสียงต่ำที่คำสุดท้าย เช่น
I like to eat vegetables like carrot, tomato, and cabbage.
ที่มา http://www.pasaangkit.com/
สรุป
การออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับครูปฐมวัยเพราะเด็กจะเรียนรู้ภาษาตั้งแต่เริ่มแรกจากครูปฐมวัย
เพราะฉะนั้นครูปฐมวัยจะต้องฝึกออกเสียงและเรียนรู้ภาษาให้ถูกต้องและเหมาะสมที่จะนำไปใช้สอนเด็กปฐมวัย
ลักษณะสำคัญของภาษาอังกฤษคือ มีการออกเสียงเน้นหนักเบา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่งสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา เพราะถ้าออกเสียงเน้นหนักผิดพยางค์ก็อาจจะทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องออกเสียงเน้นหนักเบาให้ถูกต้อง เรามาเริ่มกันเลย
1. ระดับเสียงเน้นหนักที่สุด (Primary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( , ) หน้าพยางค์ที่ลงเสียงหนักที่สุดในคำนั้น มีที่สังเกตคือ เสียงดังที่สุดและเสียง pitch สูงจะเกิดในคำเดี่ยวทุกครั้ง เช่น calendar
2. ระดับเสียงรอง (Secondary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ^ ) เหนือพยางค์ที่ลงเสียงรอง เช่น êducátion พยางค์แรกจะได้ secondary stress แต่พยางค์ที่สามจะได้ primary stress
3. ระดับเสียงเบาปานกลาง (Teritiary Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ` ) เหนือพยางค์ระดับเสียงนี้จะเกิดรวมกับ primary stress ในคำเดี่ยว ๆ ที่มีหลายพยางค์ เช่น fÓotbàll
4. ระดับเสียงเบาที่สุด (Weak Stress) ใช้เครื่องหมาย ( ˇ ) เหนือพยางค์ หรือไมjใส่เครื่องหมายใด ๆ เลย โดยถือว่าพยางค์ที่ไม่มีเครื่องหมายกำกับคือ การไม่ลงเสียงหนัก (unstress) เช่น ŕhythm (พยางค์ที่สองเป็นเสียงเบา)
นอกจากนี้ เสียงเน้นหนัก (stress) ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
2. เสียงเน้นหนักในประโยค (Sentence Stress)
นอกจากนี้ เสียงเน้นหนัก (stress) ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
2. เสียงเน้นหนักในประโยค (Sentence Stress)
1. เสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress)
เสียงเน้นหนักในคำ คือ การเน้นเสียงหนักในพยางค์หนึ่งของคำโดยที่ผู้พูดจะออกเสียงพยางค์นั้นดังกว่าพยางค์อื่น ๆในคำเดียวกัน เช่น páper, contínue เป็นต้น คำในภาษาอังกฤษทุกคำจะมีพยางค์หนึ่งเท่านั้นที่ได้รับเสียงหนักเสมอผู้เรียนจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงการออกเสียงเน้นหนักในแต่ละคำให้ถูกต้องเสียก่อน
หลักเกณฑ์สำหรับการลงเสียงเน้นหนักในคำ (Word Stress) และในพยางค์(Syllabic Stress) ที่พอจะสรุปได้มีดังนี้
1. การลงเสียงเน้นหนักในคำที่มี 2 พยางค์ขึ้นไป
ในคำสองพยางค์ขึ้นไปเสียงเน้นหนักสุดจะได้แก่ primary stress เสียงที่รองลงมาจะเป็น secondary stress ดังตัวอย่างต่อไปนี้
คำที่มีเสียงเน้นหนักสุดหรือ primary stress บนพยางค์ต้นของคำ ได้แก่
คำสองพยางค์ คำสามพยางค์ คำสี่พยางค์
húsband póssible críticism
télephone spécialist ańswer
prógram ánimal écretary
órange ínnocent
súbject béautiful
คำที่มีเสียงเน้นหนักสุดหรือ primary stress บนพยางค์ที่สองของคำ ได้แก่
คำสองพยางค์ คำสามพยางค์ คำสี่พยางค์
cashíer proféssor affírmative
helló relátion philósopher
prefér impórtant devélopment
corréct eléven signíficant
resígn phonetic
2. การลงเสียงเน้นหนักในคําประสม
คํานามประสม
a. คํานามประสมระหว่างคํานามกับคํานามเวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่ส่วนแรกหรือคํานามแรก เช่น
téapot drúgstorebús station
fóotball hándbagbírthday cake
eárthquake hóusewifelánguage laboratory
แต่ถ้าคํานามประสมที่ประกอบด้วยคํานาม 3 คํา บางครั้งจะเน้นหนักที่คําที่สอง เช่น
waste-páper-basket
ginger-béer-bottle
หรืออาจจะมีการเน้นเสียงลงบนคำที่หนึ่งที่สองก็ได้ เช่น
hót wáter-bottle
b. คำนามประสมระหว่างคำคุณศัพท์กับคำนาม เวลาออกเสียงเน้นหนักที่สุดที่คำแรกคือที่คำคุณศัพท์ เช่น
bláckbird hígh school hótdog díning room
c. คำนามประสมระหว่างคำกริยากับคำนาม เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่คำแรก เช่น
wálking stick wríting pad líving room
คำกริยาประสม
a. คำกริยาประสมระหว่างคำบุพบทกับคำกริยา เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่สุดที่คำหลัง เช่น
understánd overlóok overcóme undertáke
b. คำกริยาประสมประเภทคำกริยาสองคำ (two-word-verbs) เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่คำหลังคือที่คำวิเศษณ์หรือบุพบทนั้น
call úp get ón watch óut take óff
put ón give úp take óver look áfter
c. คำกริยาประสมประเภทคำกริยาสามคำ (three-word-verbs) เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่ส่วนประกอบส่วนที่สอง เช่น
run óut of get alóng with catch úp with take cáre of
คำคุณศัพท์ประสม
a. คำคุณศัพท์ประสมระหว่างคำคุณศัพท์กับคำคุณศัพท์เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่คำคุณศัพท์คำแรก เช่น
cóld-blooded bád-tempered
b. คำคุณศัพท์ประสมระหว่างคำนามกับคำคุณศัพท์ เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่คำนาม
péach-coloured
คำประเภทอื่น ๆ
a. คำที่ลงท้ายด้วย –self หรือ –selves (reflexive pronouns) เวลาออกเสียงจะลงเสียงเน้นหนักที่ส่วนหลังคือที่ –self หรือ –selves เช่น
mysélf himsélf yoursélf oursélves
b. คำที่ลงท้ายด้วย –teen จะลงเสียงหนักที่ส่วนหลังคือคำว่า –teen แต่ตรงกันข้ามกับคำว่า –ty จะลงเสียงหนักที่ส่วนหน้า
sixtéen síxty
c. คำสองพยางค์ที่เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา ถ้าเป็นคำนามลงเสียงเน้นหนักที่พยางค์แรกของคำถ้าเป็นคำกริยาลงเสียงเน้นหนักที่พยางค์หลังของคำคำนามคำกริยา
ábstract abstráct
cóntest contést
récord recórd
désert desért
prógress progréss
éxploit exploít
cónduct condúct
íncrease incréase
cónflict conflíct
dígest digést
d. คำที่ลงท้ายด้วย suffix ต่อไปนี้ –tion, -sion, -ic, -ian, -tor, -ious,-ity, -ify, -itive, -ish จะเน้นหนักที่พยางค์หน้า suffix นั้น
-tion -sion
informátion discússion
imaginátion comprehénsion
-ic -ian
públic librárian
Pacífic comédian
-ious -tor
calculátor suspícious
diréctor tédious
-ify -ty
nobílity clássify
univérsity beáutify
-ish -itive
pósitive estáblish
sénsitive accómplish
e. คำที่เติม prefix หน้าคำ และเติม suffix ท้ายคำ เวลาออกเสียงจะเน้นเสียงหนักที่พยางค์เดิมของคำที่ยังไม่ได้เติม prefix หรือ suffix นั้น
cleverness retúrn
abándonment unimpórtant
wónderful impóssible
qúickly kíndness
f. คําที่มีตั้งแต่ 3 พยางค์ขึ้นไป ถ้าพยางค์ท้ายลงท้ายด้วย –al, -ate, -ble, -lly, -lar, -ment, y เวลาออกเสียงจะเน้นหนักที่พยางค์ที่สามนับจากพยางค์ท้าย
-ate -al
appréciate oríginal
lassóciate práctica
-ble -lly
póssible áctually
suítable náturally
-lar -ment
fórmular góvernment
pópular mánagement
-y
photógraphy moméntary
นอกจากนี้ จะยกตัวอย่างที่ลงเสียงหนักต่างกัน ซึ่งจะทําให้มีความหมายต่างกันได้
1. green house = a house that is green
greenhouse = a grass structure used for growing plants.
2. black bird = any bird that is black.
blackbird = a particular kind of bird.
3. white house = a house that is white in color.
White House = the residence of the President of the U.S.
4. cheapskates = people that are stingy.
cheap skates = inexpensive skates.
5. longboat = a particular kind of boat.
ong boat = any boat that is long.
2. เสียงเน้นหนักในประโยคและจังหวะ (Sentence Stress and Rhythm)
การลงเสียงเน้นหนักในประโยคก็เป็นสิ่งจําเป็นที่ผู้พูดควรต้องลงเสียงเน้นหนักให้ถูกต้อง เพราะจะมีความแตกต่างกันไปคือ ในประโยคภาษาอังกฤษอาจจะมีการเน้นเสียงหนักในคําได้หลายแห่ง บางประโยคอาจมีการเน้นถึง 3-4 แห่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความยาวของประโยคและความหมายที่ผู้พูดต้องการให้เข้าใจ ส่วนคําหรือ พยางค์ ที่ไม่เน้นอาจจะมีการออกเสียงเร็วและรวบมากขึ้น เสียงเน้นหนักในประโยคนี้มักจะตกลงบนพยางค์ที่ลงเสียงเน้นหนักตัวสุดท้ายของประโยค แต่เสียงเน้นหนักในประโยคก็อาจจะเลื่อนจากคําหนึ่งไปอีกคําหนึ่งได้ในประโยคนั้น และความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วยในเวลาที่เสียงเน้นหนักเปลี่ยนที่ไป ดังนั้น จึงมีข้อพึงระวังในการพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามลักษณะภาษา ดังนี้
1. การลงเสียงเน้นหนักในประโยคต้องลงให้ถูกต้อง มักจะลงเสียงหนักที่คําจําพวก content words ซึ่งเป็นคําประเภทที่มีความหมายในตัวเอง ได้แก่พวกคํา nouns,verbs, adjectives, demonstratives or Interrogative ส่วนคําจําพวก function words ซึ่งเป็นคำพวกไม่ค่อยมีความหมายหรือมี ความหมายน้อยจะลงเสียงเบาได้แก่พวก articles, prepositions, pronouns, conjunctions, auxiliary verbs และ relative pronouns เช่น
He won it in the afternoon.
She can swim.
แต่ถ้าลงเสียงหนักที่คําประเภท function words ในประโยคนั้น ก็แสดงว่าผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังสนใจจุดนั้น ๆ เช่น
Bob got the first prize. (not you or Jim)
The teacher will give it to her. (not to him)
2. การออกเสียงพยางค์ ที่ไม่ลงเสียงเน้นหนัก เรามักออกเสียงเบาหรือบางครั้งตัดเสียงพยัญชนะหน้าหรือหลังออกตามความนิยมของเจ้าของภาษา ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาสําหรับคนไทยที่จะให้ความสําคัญของคําแต่ละคําเท่ากันหมด
I don’t like them. / ai don’t laik >m /
คําที่โดยทั่วไปจะไม่ลงเสียงเน้นได้แก่ a, an, and, of, or, the และ to นอกจาก
คําพวกนี้ก็ยังมีคําประเภท function words อื่น ๆ อีก
get an egg / gεt әn εg /
both of you / bouθ әv yu /
3. ในการพูดประโยคยาว ๆ นั้น เรามักจะหยุดเล็กน้อยระหว่างห่วงความคิด
(thought group) ก็เพื่อเหตุผลดังนี้
3.1 ช่วยให้ความหมายของสิ่งที่ผู้พูดต้องการพูดเด่นชัดขึ้น เช่น
When my husband comes home / I’ll tell him the truth.
3.2 เพื่อจะเน้นข้อความที่เราต้องการสื่อความหมายเป็นพิเศษ
3.3 ถ้าเป็นประโยคยาว ๆ เราหยุดเพื่อผ่อนลมหายใจก่อนพูดต่อไป เช่น
His parents / come from America/ to see their new grandson.
4. การออกเสียงเชื่อมคําหรือพยางค์ (Linking) การออกเสียงเชื่อมคำหรือพยางค์อาศัย ความเข้าใจในเรื่องการแบ่งห้วงความคิดเป็นสําคัญ จะมีการทอดเสียงสุดท้ายของคําหน้าให้ต่อเนื่องกับเสียงแรกของคําต่อไป โดยเฉพาะเสียงแรกของคําต่อไปที่เป็นสระ เช่น
one or two
bacon and eggs
ที่มา http://wantongnoon.blogspot.com
3. ระดับเสียงสูงต่ำในประโยคอย่างถูกต้อง
Intonation
นอกจากการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งสำคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มี Intonation แล้ว intonation คืออะไร? มันก็คือเสียงขึ้นลงที่เราใช้ในเวลาพูด ถ้าสังเกตฝรั่งเวลาพูดเขาจะไม่พูดเสียงราบเรียบทั้งประโยค จะมีการขึ้น การลงของเสียง ซึ่งถ้าหากว่าเราอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษาเราก็ต้องมารู้จักหลักการในการออกเสียงขึ้นลงเหล่านี้ นอกจากนี้ยังช่วยในการฟังภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย
โดยปกติแล้ว รูปแบบของ intonation ในภาษาอังกฤษจะมี 2 รูปแบบหลักๆคือ
1. falling intonation การลงเสียงต่ำ
2. rising intonation การขึ้นเสียงสูง
หลักการใช้คร่าวๆของแต่อันมีดังนี้ค่ะ
1. falling intonation ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้จะเป็นคำที่ลงเสียงต่ำ
1.1 ใช้กับประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ธรรมดา เช่น
It was quite bad.
I want to see him again.
1.2 ใช้สำหรับคำลงท้ายของประโยคคำถามแบบ Wh-question เช่น
What do you usually eat for lunch?
Who is that?
What’s it?
1.3 ใช้กับประโยคคำสั่งที่เน้น เช่น
Don’t make loud noise.
Sit down.
2. rising intonation
2.1 ใช้ลงท้ายประโยคคำถามที่เป็นแบบ yes / no question
Is she a teacher?
Have you seen him?
Can I see it?
2.2 ใช้กับประโยคบอกเล่าธรรมดาที่เราต้องการให้มันเป็นคำถาม เช่น
You like it?
I can’t go?
2.3 ใช้ในการแสดงการทักทาย เช่น
Good Morning
Good afternoon
Good evening
2.4 เวลาต้องการเกริ่นนำก่อนเข้าเนื้อหา เราสามารถพูดวลีที่เป็นการเกริ่นนำให้เป็นเสียงสูงได้ เช่น
As we know, Thailand is an agricultural country.
2.5 ในการพูดถึง สิ่งของที่มีหลายอย่างเป็นหมวดหมู่ เรามักขึ้นเสียงสูงทุกคำแล้วลงเสียงต่ำที่คำสุดท้าย เช่น
I like to eat vegetables like carrot, tomato, and cabbage.
ที่มา http://www.pasaangkit.com/
สรุป
การออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับครูปฐมวัยเพราะเด็กจะเรียนรู้ภาษาตั้งแต่เริ่มแรกจากครูปฐมวัย
เพราะฉะนั้นครูปฐมวัยจะต้องฝึกออกเสียงและเรียนรู้ภาษาให้ถูกต้องและเหมาะสมที่จะนำไปใช้สอนเด็กปฐมวัย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น